ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนาม
ความสัมพันธ์ทั่วไป
ไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนามเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2519 และ เปิดสถานเอกอัครราชทูตที่กรุงฮานอย และสถานกงสุลใหญ่ที่นครโฮจิมินห์ เมื่อปี 2521 และ 2535 ตามลำดับ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประกอบด้วยสำนักงานผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ปัจจุบันนายกิติพงษ์ ณ ระนอง ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย (ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2549)ในส่วนของเวียดนาม ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในประเทศไทยเมื่อปี 2521 มี นายเหวียน ซุย ฮึง (Nguyen Duy Hung) เป็นเอกอัครราชทูตฯ (ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2549) สถานะความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย - เวียดนามในปัจจุบันอยู่ในระดับที่ดี ไม่มีปัญหาสำคัญค้างคา มีการแลกเปลี่ยนการเยือนในทุกระดับอย่างต่อเนื่อง มีการไปมาหาสู่ระหว่างกันเพิ่มขึ้น รวมถึงในระดับท้องถิ่นจากการที่มีเส้นทางเชื่อมโยงถึงกันค่อนข้างสะดวก ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำความตกลงรูปแบบต่างๆระหว่างกันรวมแล้วกว่า40ฉบับกรอบความร่วมมือ
ในด้านการเมืองและความมั่นคง
มีความร่วมมือและประสานกันอย่างใกล้ชิด โดยมีกรอบการประชุมคณะ ทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง (Joint Working Group on Political and Security Cooperation : JWG on PSC) เป็นกลไกสำคัญ
ความร่วมมือด้านการค้า
เป็นสาขาที่มีความก้าวหน้ามาก ดังเห็นได้จากการที่สองฝ่ายตั้งเป้าหมายใน “แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือไทย - เวียดนาม ในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21” เมื่อต้นปี 2547 ที่จะให้มูลค่าการค้ารวมเพิ่มจาก 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2553 ซึ่งทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ในปี 2548 เร็วกว่าที่กำหนดถึง 5 ปี ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้กำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันที่จะเพิ่มมูลค่าการค้ารวมให้ได้ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2553ไทยมีความร่วมมือกับเวียดนามในด้านการค้าข้าวโดยผ่านสภาความร่วมมือค้าข้าว (Council on Rice Trade Cooperation) ซึ่งสมาชิกประกอบด้วยประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย จีน เวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน นอกจากนี้ ไทยแสดงท่าทีสนับสนุนเวียดนามให้เข้าร่วมในความร่วมมือด้านยางพาราสามฝ่าย (ไทย - มาเลเซีย - อินโดนีเซีย) เนื่องจากเวียดนามเป็นผู้ส่งออกยางพาราที่สำคัญรายหนึ่ง ไทย - เวียดนามมีกรอบการประชุมคณะอนุกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Commission : JTC) จัดตั้งเมื่อปี 2538 มีอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย
ความร่วมมือด้านการลงทุน
ไทยลงทุนในเวียดนามสูงเป็นอันดับที่ 12 จากนักลงทุนต่างชาติทั้งหมดในเวียดนาม มีโครงการต่าง ๆ รวม 153 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (กรกฎาคม 2550) แหล่งใหญ่ที่สุดที่เอกชนไทยไปลงทุนคือที่นครโฮจิมินห์และจังหวัดข้างเคียง ในสาขาสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม เคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการเกษตร อาหารสัตว์ อุตสาหกรรมพลาสติก ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ทั้งนี้สาขาการลงทุนที่มีความน่าสนใจได้แก่ ภาคบริการ ซึ่งไทยมีประสบการณ์และเวียดนามมีความต้องการด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกมากเมื่อเข้า WTO และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
ด้านวิชาการสังคมและวัฒนธรรม
ไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับเวียดนามตั้งแต่ปี 2535 ผ่านกรอบการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย - เวียดนาม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนการสอนภาษาระหว่างกัน โดยไทยได้รับความร่วมมือในการเปิดหลักสูตรสอนภาษาไทยในมหาวิทยาลัย 5 แห่งของเวียดนาม ขณะที่เวียดนามสนับสนุนงบประมาณ 3.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ สร้างโรงเรียนสอนภาษาเวียดนามที่จังหวัดนครพนม นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนการศึกษาดูงานสาขาต่างๆ ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง
เวียดนามให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาหมู่บ้านมิตรภาพไทย - เวียดนาม ที่บ้านนาจอก จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นสถานที่ที่อดีตประธานาธิบดีโฮจิมินห์ เคยพำนักในช่วงกอบกู้เอกราช ขณะนี้ไทย - เวียดนามร่วมกันพัฒนาหมู่บ้านดังกล่าวให้เป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของการฉลองครบรอบ 30 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยฝ่ายไทยได้จัดสรรงบประมาณ 2 ล้านบาทเพื่อสร้าง “ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์” ภายในหมู่บ้านดังกล่าวสำหรับเผยแพร่ความรู้ด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือด้านวัฒนธรรมของสองประเทศเพื่อเป็นการ “ต่อยอด” โครงการหมู่บ้านมิตรภาพฯ
ความตกลงไทย - เวียดนามที่สำคัญ
1. ความตกลงจัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย - เวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2534
2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ลงนามเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2534
3. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือเรื่องการผลิตและส่งออกข้าว ลงนามเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2535
4. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้อน ลงนามเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2535
5. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ลงนามเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2537
6. ความตกลงทางด้านวัฒนธรรม ลงนามเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2539
7. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราซึ่งกันและกันสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูตและหนังสือเดินทางราชการ และอำนวยความสะดวกในการตรวจลงตราสำหรับหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2540
8. ความตกลงว่าด้วยการแบ่งเขตทางทะเลระหว่างไทยและเวียดนามในอ่าวไทย ลงนามเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2540
9. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านกฎหมายและการศาล ลงนามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541
10. ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด สารออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและสารตั้งต้น ลงนามเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541
11. บันทึกความเข้าใจระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือเวียดนามว่าด้วยการลาดตระเวนร่วมและการจัดตั้งโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร ลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542
12. ความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางธรรมดา ลงนามเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2543
13. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานส่งเสริมการลงทุนกับกระทรวงวางแผนและการลงทุนเวียดนาม ว่าด้วยการลงทุนไทย - เวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546
14. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ลงนามเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2546
15. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
16. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านวิชาการ ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
17. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสาธารณสุข ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
18. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือไทย - เวียดนามในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 ลงนามเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2547
19. ความตกลงว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
20. กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
21. แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยข้อตกลงเพื่ออำนวยความสะดวกการขนส่งทางถนน ลงนามเมื่อวันที่
21 กุมภาพันธ์ 2547
22. ความตกลงย่อยว่าด้วยความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
23. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการบังคับใช้มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชลงนามเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547
หากคุณเคยมีภาพของประเทศเวียดนามในอดีตจากความรู้สึกเก่าๆหรือภาพที่ยังติดมากับภาพยนตร์สงครามที่มองประเทศเวียดนามที่เป็นประเทศล้าหลัง ประเทศเวียดนามในวันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากกว่าที่หลายคนคิด บ้านเมืองที่สงบผู้คนที่มีรอยยิ้มและเต็มไปด้วยความหวังจากเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และนี่คือข้อมูลส่วนหนึ่งที่นำเสนอให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเวียดนาม
การเปลี่ยนแปลงด้านสังคม
เวียดนามเป็นสังคมเกษตรกรรมโดยประชากรกว่า*56.8% อยู่ในภาคเกษตร การเปิดประเทศทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไปมาก โดยคนรุ่นใหม่มีการเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น มีการอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อทำงานเพื่อทำงาน(*ประชากร 37% อยู่ในภาคอุตสาหกรรม 6.2% อยู่ในภาคบริการ) มีความต้องการที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง ให้ความสำคัญกับการลงทุนในตลาดหุ้น ชอบการแข่งขัน กระตือรือร้น ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ เนื่องจากจะเป็นพื้นฐานในการหางานในบริษัทต่างชาติซึ่งจะได้เงินเดือนที่ดี โดยอาจเรียนกันถึงปริญญาโทหรือเรียนกันคนละ 2 ปริญญา ซึ่งคนจำนวนมากจะใช้เวลาหลังเลิกงานเพื่อเรียนหนังสือ และสำหรับพ่อแม่รุ่นใหม่จะให้ความสำคัญและลงทุนกับการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยหากมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ
การเปลี่ยนแปลงด้านการเมืองการปกครอง
การเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่สำคัญในส่วนของการเมือง คือ เวียดนาม ได้มีความพยายามอย่างแข่งขัน ในการสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดนเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาทั้งยังมีความใกล้ชิดในกลุ่มอาเซียน และคาดหวังว่าความสัมพันธ์กับประเทศจีน ประเทศในกลุ่มยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีจะพัฒนาไปในทางที่ดีรวมทั้งความสัมพันธ์กับประเทศไทยก็เช่นเดียวกันในภาพรวม ผู้บริหารประเทศในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่ นายกรัฐมนตรี เหงียน ตัน ดุ่ง (Ngouyen Tan Dung) วัย 56 ปี ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะเปิดกว้างให้กับเศรษฐกิจระบบทุนนิยม โดยใช้เป็นระบบขับเคลื่อนในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปิดกว้างรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยในส่วนของการเมืองในปัจจุบัน ต้องถือว่าเวียดนามเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูง ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงการลงทุนไปจากประเทศไทย
การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ
ในส่วนของเศรษฐกิจในประเทศไทย ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ ประเทศเวียดนามเคยประสบปัญหาการขาดแคลนอาหาร เช่น ข้าว และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่หลังจากการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจได้เพียง 2 ปี เวียดนามสามารถผลิตอาหารต่อความต้องการภายในประเทศ ปละหลังจาก 4 ปี เวียดนามได้กลายเป็นผู้ส่งอกข้าวอันดับ 2 รองจากประเทศไทยซึ่งที่จริงแล้วผลผลิตมีมากกว่าไทยแต่มีการบริโภคในประเทศมากกว่า รวมตัวเลขของการลงทุนจากต่างประเทศที่สูงกว่าประเทศไทย (เฉพาะปี 2006 เวียดนาม*10.2 พันล้านUSDไทยประมาณ9.5พันล้านUSD)
ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจของเวียดนามวัดจากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP ในปี 2006 มีมูลค่า 60.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ (อยู่อับดับที่ 59 ของไทย) หรือประมาณ 1 ใน 4 ของไทย (ไทยประมาณ 223 พันล้านเหรียญสหรัฐ (อยู่อันดับ 36 ของโลก) แต่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้านความเป็นอยู่อาศัยของประชากร เวียดนามถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจน โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวในปี 2006 อยู่ในระดับต่ำเพียง *721 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ประมาณ 2,659 เหรียญสหรัฐ แต่รายได้มีการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ รวมถึงเงินบางส่วนที่ส่งมากจากญาติในต่างประเทศ ทำให้โดยรวมชาวเวียดนามมีกำลังซื้อที่ดีพอควร โดยเวียดนามคาดว่า ภายในปี 2010 เวียดนามจะหลุดจากรายชื่อประเทศด้อยพัฒนา และจะมีบทบาทมากขึ้นในทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียน และจะพัฒนาตัวเองเป็นประเทศอุตสาหกรรมในอนาคตซึ่งมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ เนื่องจากมีทรัพยากรที่ค่อยข้างสมบูรณ์โดยปัจจุบันเริ่มมีหลายประเทศที่เตรียมย้ายฐานการผลิตจากไทยไปเวียดนาม
มุมมองต่อเศรษฐกิจเวียดนาม
เวียดนามเป็นประเทศที่ถูกมองว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวใหม่ของเอเชียรองจากประเทศจีนและอินเดีย หรือหลายคนมองเวียดนามเป็นมังกรน้อยที่มีศักยภาพในการเติบโตตามประเทศจีนต่อไปในอนาคต หลังการเปิดประเทศและการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกหรือWTO ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 150 ประเทศ จะเป็นการเปิดประเทศสู่การค้าโลกและเปิดรับระบบทุนนิยมมาใช้ในการพัฒนาประเทศ พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของเวียดนาม มาจากการลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกวัตถุดิบ (น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) สิ่งทอ เครื่องหนัง และสินค้าเกษตร รวมถึงการพัฒนาของภาคบริการ การท่องเที่ยว เวียดนามสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอย่างมาก โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างก้าวกระโดด โดยอัตราเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ในอัตราเฉลี่ยปีล่ะ 7-8 % ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากประเทศจีน โดยในปี 2005 ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) สูงถึง 8.43 % และในปี 2006 สูงถึง 8.17 % หรือคิดเป็นมูลค่า60.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2007 และ 2008 เวียดนามได้คาดการณ์ตัวเลขGDPอยู่ที่ประมาณ 8 % ในขณะที่ประเทศอื่นๆในเอเชีย World Bank ได้ประมาณไว้ว่าประเทศไทย 4.3 – 4.5 % , มาเลเซีย 5.6 – 5.8 % , อินโดนีเซีย 6.3 – 6.5%,ฟิลิปปินส์5.6–6.0%
ตลาดเงินและตลาดทุน
State Bank of Vietnam หรือธนาคารกลางของเวียดนามเป็นหน่อยงานที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลสถาบันการเงินต่างๆกำหนดนโยบายการเงิน รวมถึงการจัดหาทุนให้รัฐบาลและเป็นแหล่งเงินกู้ให้สถาบันการเงินต่างๆในเวียดนาม
ตลาดเงินและระบบธนาคาร
ระบบธนาคารของเวียดนามมีการเติบโตที่ดีในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาระบบเครือข่าย การระดมเงินทุน และการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ระบบการชำระเงินค่าสินค้าหรือการซื้อขายในการทำธุรกิจยังเป็นเงินสด หรือต้องใช้การโอนเงินเข้าบัญชี โดยยังไม่มีระบบการใช้เช็ค แต่หากเป็นการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการสามารถเปิด L/C (Letter of Credit) ผ่านธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลหรือเอกชนและสาขาธนาคารต่างประเทศได้
ในส่วนของตลาดทุน
ปัจจุบัน จำนวนบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีค่อยข้างน้อย เนื่องจากบริษัทเอกชนในเวียดนามมีขนาดเล็กขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ไม่อยากเปิดเผยข้อมูลแก่สาธารณชนเพราะกลัวคู่แข่งจะรับรู้ข้อมูลของบริษัท นอกจากนี้การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ยังมีความเข้มงวดในเรื่องการเปิดเผลข้อมูล ความโปร่งใส และความถูกต้องของข้อมูลในงบการเงิน ซึ่งรัฐบาลได้ส่งเสริมให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ด้วยการลดคุณสมบัติของบริษัทจดทะเบียนใหม่ อาทิ การลดทุนจดทะเบียนของบริษัท จากเดิม 10 พันล่านก่อง เป็น 5 พันล้านด่อง และผ่อนคลายเกณฑ์กำไรสุทธิจากเดิมต้องมีกำไร 3 ปี เป็นมีกำไรสุทธิ 2 ปี สำหรับบริษัทเอกชน และมีกำไรสุทธิ 1 ปี สำหรับรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น
สำหรับบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์มีจำนวนทั้งสิ้น 13 บริษัท ในปี 2005 เช่น Saigon Securities, BIDV Securities ปัญหาสำคัญชองระบบการเงินเวียดนาม คือ สถาบันการเงินท้องถิ่นยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบเดียวกับสากลได้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเวียดนามและธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) กำลังปรับปรุงพัฒนาทั้งในด้านมาตรการทางการเงิน อัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้น รวมทั้งยกเลิกข้อจำกัดต่างๆอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันการแก้ไขแล้วในหลายด้าน เช่น การปรับปรุงระบบบัญชี การตรวจสอบ(Audit)และเงื่อนไขการโอนเงินระหว่างประเทศเป็นต้น
การเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละภาค
ในปี 2006 เวียดนามมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ 60.9พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ โดยอัตราการเพิ่มของGDPร้อยล่ะ8.17 เมื่อพิจารณาถึงการเติบโตในแต่ล่ะภาค ทั้งภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้าง การบริการ การเกษตร มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นในทุกภาค โดยในปี 2006 ภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างขยายตัวร้อยล่ะ 16.5 ภาคบริหารขยายตัวร้อยล่ะ 15.17 และ ภาคเกษตร ประมง ป่าไม้ ขยายตัวร้อยล่ะ12.46จากปีก่อนหน้า
โดยในส่วนของภาคเกษตร ผลผลิตต่างๆ เช่น ชา ยางพารา พริกไทยของเวียดนามมีผลผลิตที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากการปรับโครงสร้างภาคการเกษตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่า การแปรรูปสัตว์น้ำ (เพิ่มขึ้นร้อยล่ะ 18.6) ชิ้นส่วนรถยนต์ (เพิ่มขึ้นร้อยล่ะ46.9)จากการสังเกตโดยทั่วไป ภาคธุรกิจต่างๆทั้งด้านอุตสาหกรรมและที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภคของประชาชน การบริการมีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการอุปโภคบริโภคต่างๆมีอยู่มาก และยังมีธุรกิจใหม่ๆที่ยังสมารถสร้างขึ้นได้อีกมากมาย เช่น การเพิ่มของจำนวนโรงแรมเพื่อรองรับชาวต่างชาติ ทั้งจากนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจ การเพิ่มของร้านค้าต่างๆซึ่ง ณ ปัจจุบันเวียดนามยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับการลงทุนในธุรกิจปลีกอยู่ ซึ่งการปฏิบัติตามข้อกำหนดของ WTO จากการเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกจะทำให้มีการเติบโตอีกอย่างมากมาย
นอกจากนี้ การจับจ่ายใช้สอยต่างๆของประชาชนในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ หรือแม้แต่ของราคาสูงๆ อย่างบ้าน ส่วนใหญ่ยังมีการซื้อในระบบเงินสด แต่เริ่มมีระบบผ่อนชำระบ้างแล้ว ซึ่งในอนาคตเมื่อระบบสินเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้อง การบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว
สรุปประเด็นข่าว
ในช่วงระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2551 นายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช พร้อมด้วยคณะได้เดินทางเยือนประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม ซึ่งการเดินทางไปในครั้งนี้สามารถสรุปประเด็นสำคัญในการเยือนได้ดังนี้
1. ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีในการขจัดการค้ามนุษย์โดยเฉพาะสตรีและเด็กและการช่วยเหลือเหยื่อของการค้ามนุษย์
2. ส่งเสริมความมั่นคงทางการเมือง และ เสถียรภาพในภูมิภาค ส่วนทางวิชาการ,การศึกษา,สาธารณสุข และ เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม
3. การค้าระหว่าประเทศให้มีอัตราเพิ่มขึ้นจากเดิม 4,800 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เป็น 10,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ภายใน 2 ปีข้างหน้า และกำหนดราคาสินค้าร่วมกัน
4. ได้มีการหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะให้ไทยและเวียดนามจะเป็นประเทศคู่ค้าในการกำหนดราคาข้าวและกุ้ง
จากหัวข้อข่าวไทยและเวียดนามได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ประชากรในทั้ง 2 ประเทศเกิดความเสถียรภาพ และทำให้ประชากรมีความมั่นคงและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
- การพัฒนาร่วมกันทั้ง 2 ประเทศ ดำรงเอกราชความเป็นกลาง เคารพในเอกราชอธิปไตย ไม่รุกลานแทรกแซง
- ขจัดการค้าขายสิ่งที่ผิดกฎหมาย
- ร่วมกันลงกำหนดราคาสินค้าโดยเฉพาะข้าว และนากุ้ง
จากหัวข้อที่หาลือประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทุกอย่าง แต่ผู้ได้รับผลประโยชน์จริง ๆ คือ ภาคเอกชนพ่อค้าคนกลาง และรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องในรัฐบาล
ประเทศเวียดนาม การผลิตข้าวอันดับที่ 2 ของโลกสามารถกำหนดราคาได้เอง ทรัพยากรของประเทศชาติเหลือล้น